ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

7 หลักการการเลี้ยงดูเด็ก ถ้าอยากให้พวกเขามีความคิดที่ยืดหยุ่น

 

ความคิดที่ยืดหยุ่น (Cognitive Shifting) มีความเกี่ยวข้องกันอย่างชัดเจนในการเจริญของสมองส่วนหน้า (Prefrontal lobe) ซึ่งสมองส่วนนี้ เป็นส่วนที่ใช้เวลาในการพัฒนายาวนานที่สุด โดยกินเวลาถึง 20 ปี เลยทีเดียว และคือเหตุผลที่ทำให้ ทำไมในเด็กและวัยรุ่นนั้น พวกเขามักจะโมโหหรือหงุดหงิดง่ายกับเหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่คาดคิดในชีวิตประจำวัน นั่นก็เป็นเพราะสมองในส่วนนี้ยังพัฒนาได้ไม่เต็มที่นั่นเอง

​ช่วงเวลาที่สมองส่วนหน้ากำลังพัฒนานี้ นับว่าเป็นโอกาสที่สำคัญในการพัฒนากระบวนการคิด ซึ่งถ้าครอบครัวมีการวางรากฐานกระบวนการคิดที่ดีให้กับเด็กตั้งแต่วัยเริ่มต้นแล้ว ก็จะทำให้พวกเขามีทักษะที่สำคัญนี้ติดตัวและใช้ประโยชน์จากมันได้อย่างมากมายในอนาคต

 

ด้วยเหตุนี้การเลี้ยงดูในครอบครัว จึงเป็นเรื่องที่สำคัญที่จะช่วยให้เด็กมีกระบวนการคิดที่พัฒนา เพราะเป็นเหมือนปราการด่านแรกในการเริ่มต้นโลกแห่งการเรียนรู้ของเด็ก ซึ่งสำหรับทางการเลี้ยงดูนั้น นักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ได้นำเสนอหลักการการเลี้ยงดูเด็ก 7 ข้อที่น่าสนใจ ซึ่งสามารถช่วยส่งเสริมให้เด็กมีความคิดที่ยืดหยุ่นได้

เป็นคนสวนไม่ใช่ช่างไม้

​ในขณะที่ช่างไม้จะคอยตัดคอยเลื่อย และแกะสลักไม้ให้เป็นรูปเป็นร่างตามต้องการ คนสวนจะใช้วิธีรดน้ำพรวนดิน ใส่ปุ๋ย และจัดสภาพแวดล้อมให้ต้นไม้นั้นเติบโตจนให้ผลผลิตที่ดี สองสิ่งนี้เปรียบเทียบได้ดีถึงวิธีการเลี้ยงดูเด็กของแต่ละครอบครัว บางครอบครัวปรารถนาที่จะให้เด็กเจริญรอยตามในสิ่งที่คาดหวัง เช่น อยากให้เขาเป็นนักดนตรี นักกีฬา หรือ มีความชำนาญในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ครอบครัวเหล่านี้จะพยายามบังคับ เคี่ยวเข็ญและผลักดันให้เด็กเดินไปในเส้นทางที่กำหนดไว้อย่างเต็มที่ ซึ่งเปรียบเสมือนกับงานช่างไม้ที่ต้องตัดหรือขัดไม้ในส่วนที่ไม่ได้ใช้ออกไป เพื่อให้ได้ตามแบบที่ต้องการ ซึ่งบางครั้งการทำเช่นนี้ ถ้าเด็กไม่ได้รู้สึกชอบ สนใจ หรืออยากเดินไปในเส้นทางนั้นจริง ๆ สิ่งเหล่านี้จะสร้างความเกลียดชัง และทำให้พวกเขารู้สึกไม่มีความสุข ซึ่งมันจะส่งผลเสียต่อตัวเขาในระยะยาว ในขณะที่บางครอบครัว จะเน้นการยอมรับและเข้าใจในตัวเด็ก คอยให้การสนับสนุน และให้คำแนะนำ ในเรื่องที่เขาสนใจ ซึ่งเปรียบเสมือนชาวสวนที่ คอยดูแลพืชพันธุ์ให้เจริญงอกงาม และคอยทำนุบำรุงให้เติบโตและให้ได้ผลผลิตที่ดี ซึ่งวิธีนี้เป็นวิธีที่ไม่จำเป็นต้องใช้การบังคับ แต่เน้นการสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมและเป็นมิตร ซึ่งช่วยให้เด็กเรียนรู้ได้อย่างมีความสุขมากกว่า และรู้จักเผชิญโลกใบนี้ด้วยตัวเองมากขึ้น
 

พูดคุยและอ่านให้เขาฟัง

​การสื่อสารกับเด็กนั้นเป็นเรื่องสำคัญ ยิ่งเราสื่อสารกับเขา รวมถึงการอ่านนิทานหรือหนังสือให้พวกเขาฟังมากเท่าไหร่ เด็ก ๆ ก็จะมีการคลังคำศัพท์ในสมอง รวมถึงประสบการณ์ต่าง ๆ ที่ได้จากการฟัง และสามารถนำสิ่งเหล่านั้นออกมาใช้ได้ในการตอบสนองสถานการณ์ต่าง ๆ อย่างเหมาะสมได้ นอกจากนี้การสอนให้พวกเขารู้จักอารมณ์ของคำพูดจากการเล่านิทาน ก็ยังช่วยให้พวกเขาเข้าใจและใช้ภาษาในการสื่อสารได้อย่างยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

 

อธิบายสิ่งต่าง ๆ

​เป็นธรรมดาที่เราจะทำอะไรก็ตามก็ควรที่จะมีเหตุผล และก็เป็นเรื่องธรรมดาอีกเหมือนกันที่เวลาที่จะสอนหรือแนะนำอะไรให้เด็ก ๆ เราก็ควรที่จะต้องอธิบายอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะในช่วงที่เขาชอบถามเสมอว่า “ทำไม” เพราะการอธิบายในสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ที่ช่วยให้เด็กได้เรียนรู้สิ่งใหม่ และมีความเข้าใจสิ่งต่าง ๆ บนโลกใบนี้มากขึ้น นอกจากนี้สิ่งที่เขาได้เรียนรู้นั้น จะกลายเป็นประสบการณ์ให้กับพวกเขา และทำให้พวกเขาสามารถใช้มันเพื่อตอบสนองกับสถานการณ์ที่คล้ายคลึงกันในอนาคตได้
​อย่างไรก็ดี การอธิบายที่ดีคือการให้เหตุผลที่แท้จริง ไม่ใช่ให้เพราะความรำคาญแบบขอไปทีหรือให้เป็นคำสั่ง ซึ่งไม่มีประโยชน์อะไรกับเด็ก และยังไม่ได้สร้างให้เขาเข้าใจสิ่งเหล่านั้นมากขึ้นอีกด้วย ดังนั้นถ้าต้องอธิบายให้เด็ก ๆ ฟัง ควรอธิบายกับเขาอย่างตรงไปตรงมาจึงจะเหมาะสมที่สุด
 

จงมองที่การกระทำไม่ใช่ที่ตัวบุคคล

​แทนที่เราจะชมเชยเด็ก ๆ ด้วยคำว่า “เธอดีมาก” หรือ “เธอเก่งมาก” หรือตำหนิพวกเขาว่า เป็น “เด็กขี้เกียจ ไม่เอาไหน” เราควรที่จะพูดถึงการกระทำของเขามากกว่า เราสามารถชมเชยเด็ก ๆ ว่าเขาน่ารักมากที่ทิ้งขยะลงถังขยะ หรือตำหนิติติงเขาว่าเราเสียใจที่เขาทำตัวไม่น่ารักกับผู้ใหญ่ในครอบครัวได้ ซึ่งคำพูดเหล่านี้จะช่วยให้สมองของเด็กสามารถแยกแยะพฤติกรรมที่ดีและไม่ดีออกจากกัน และช่วยให้เขาสร้างแนวคิดและอุปนิสัยของตัวเองที่เหมาะสมขึ้นมา ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการพัฒนาบุคลิกของเด็กแต่ละคน
 

ช่วยให้เด็กเลียนแบบตัวเรา

​การเลียนแบบเป็นวิธีการเรียนรู้อย่างหนึ่งที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งธรรมชาติของเด็กนั้น มักจะเลียนแบบจากบุคคลใกล้ตัวที่มีอิทธิพลกับตัวเขา มันจึงเป็นเรื่องธรรมดาที่เด็ก ๆ มักจะทำสิ่งต่าง ๆ สื่อสาร หรือแม้แต่แสดงความคิดเห็น เหมือนกับพ่อแม่หรือผู้ปกครอง จนเรียกได้ว่าพวกเขาเปรียบเสมือนเงาที่สะท้อนตัวเราเลยก็ว่าได้ ดังนั้นการทำสิ่งต่าง ๆ ของเราไม่ว่าจะเป็นการกระทำหรือคำพูด ล้วนอยู่ในสายตาของเด็ก ๆ ในความดูแลของเราแทบทั้งสิ้น เราจึงควรที่จะใช้โอกาสนี้ในผลักดันในสิ่งที่เขาชื่นชอบ ผ่านการเลียนแบบ และในขณะเดียวกันก็ต้องระมัดระวังไม่ให้เขาเลียนแบบการกระทำที่ไม่ดีของเราด้วย
 

พาเด็ก ๆ ไปพบปะผู้คนจำนวนมาก

​มันอาจจะดูขัดกับสถานการณ์ปัจจุบัน แต่การพาเด็กตั้งแต่ช่วงยังเป็นทารกไปพบปะ ผู้คน เช่น ญาติพี่น้องหรือเพื่อนฝูง จะช่วยให้เขามีโลกทัศน์ที่กว้างขึ้น และเข้าใจความแตกต่างของผู้คนได้ดีมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญอย่างมากในการพัฒนาความคิดที่ยืดหยุ่น นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยที่พบว่าการพาเด็กทารกไปคลุกคลีกับผู้คนที่พูดภาษาที่แตกต่างกันเป็นประจำ จะช่วยให้เด็กสามารถเรียนรู้ภาษาอื่นได้ดีขึ้นในอนาคตอีกด้วย
 

ปรบมือให้กับแนวคิดแปลกใหม่ของเขา

​เด็กชอบที่จะทำสิ่งต่าง ๆ ที่แปลกใหม่ด้วยตัวเอง สิ่งเหล่านี้ไม่ควรที่จะถูกห้ามปราม หรือตัดตอนด้วยข้อห้ามต่าง ๆ และแม้ว่าบางครั้งอาจเป็นเรื่องที่ไม่ดีนัก เช่น แยกชิ้นส่วนของเล่น หรือ ขีดเขียนกำแพง มันก็อาจเป็นความพยายามของพวกเขาในการที่จะเรียนรู้โลก ซึ่งผู้ปกครองควรที่จะปรบมือและชื่นชมแนวคิดที่เขาอธิบาย สิ่งนี้ไม่ได้หมายความว่าเราต้องยอมรับในพฤติกรรมที่ไม่ถูกต้องของเด็ก แต่เป็นการที่รับยอมรับในความคิดของเขา ซึ่งเราสามารถที่จะให้คำแนะนำหรือข้อเสนอที่ดีกว่า เพื่อให้เขาแสดงออกในแนวทางที่เหมาะสม ซึ่งสิ่งนี้จะช่วยให้เขากล้าคิด กล้าทำ ซึ่งจะช่วยให้พวกเขาเรียนรู้ที่จะสำเร็จและล้มเหลว ซึ่งตัวเขาต้องพร้อมรับผลลัพธ์เหล่านั้นอย่างกล้าหาญ
 

​ความคิดที่ยืดหยุ่นนั้น นับเป็นทักษะสำคัญที่ช่วยเราสามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างเหมาะสมโดยไม่ยิดติดอยู่กับความคิดแบบเดิม ๆ เพียงอย่างเดียว ทำให้สามารถที่จะเปลี่ยนแผนหรือพลิกแพลงได้ตามสถานการณ์เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ใครที่มีความคิดที่ยืดหยุ่น เขาจะสามารถแก้ไขปัญหาต่าง ๆ เข้ามาได้อย่างมีสติ และค้นพบแนวทางในการที่จะเดินหน้าไปต่อได้ ในขณะที่คนที่ขาดทักษะในส่วนนี้ กลับต้องหยุดชะงักและรู้สึกโมโหและหงุดหงิดกับอุปสรรคที่อยู่ตรงหน้าจนไม่สามารถที่จะแก้ไขอะไรได้ มันจึงเป็นเรื่องสำคัญที่สถาบันครอบครัวควรเป็นด่านแรกในการส่งเสริมเด็กในเรื่องนี้ ควบคู่กับการสั่งสอนในโรงเรียน ซึ่งจะช่วยให้พวกเขาเติบโตขึ้นโดยมีทักษะนี้ติดตัวและช่วยให้พวกเขาใช้ชีวิตในโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนี้ได้อย่างเหมาะสมมากยิ่งขึ้น

 

เรียบเรียงโดย : นรรัชต์  ฝันเชียร

 

 อ้างอิง

https://www.trueplookpanya.com/education/content/89010/-teaartedu-teaart-teamet-

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

การเล่นของเด็กปฐมวัย

เด็กจะเริ่มชอบเล่นแบบแข่งขัน กับการเล่นโดยใช้จินตนาการซึ่งจะมีความซับซ้อนขึ้น เด็กจะชอบเล่นวาดภาพ ระบายสี งานประดิษฐ์เล็กๆน้อยๆ ชอบใช้กรรไกรตัดกระดาษเป็นรูปร่างต่างๆปั้นแป้งเป็นรูปสัตว์ หรือรูปทรงต่างๆการเล่นดังกล่าวเป็นการเล่นที่เด็กชอบเพราะเป็นส่วนหนึ่งของ การถ่ายทอดสิ่งที่อยากจะทำในความคิดของเด็กเองออกมาเป็นรูปเป็นร่างที่มอง เห็นได้ อีกทั้งความคล่องแคล่วทางกล้ามเนื้อส่วนต่างๆของร่างกายก็มีมากขึ้นเด็กจะ เล่นของเล่นที่สามารถใช้ความสัมพันธ์ของกล้ามเนื้อ ได้ดี ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ระหว่างกล้ามเนื้อ มือ แขน ขา ตา การฟัง เช่น การโยนบอล ป่ายปีนบันใด ไต่ไม้แผ่นเดียว ตีกลอง เคาะวัสดุ ต่างๆ กล่าว ได้ว่าเด็กวัยนี้เป็นวัยที่มีความคิดสร้างสรรค์และสามารถถ่ายทอดจินตนาการ ออกมาได้เป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น ไม่ว่าจะจากการวาด การปั้น การเล่นต่อรูปทรงเป็นรูปแบบต่างๆ หากคุณพ่อคุณแม่สังเกตเห็นว่าลูกสนใจสิ่งไหนเป็นพิเศษสามารถส่งเสริมจนเป็น ความสามารถเฉพาะตัวได้ วัยห้าขวบถึงหกขวบ เด็ก วัยนี้ชอบเล่นของเล่นที่ช่วยทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์จากสิ่งต่างๆ ชอบเล่นเลียนแบบชีวิตของผู้ใหญ่ ชอบเล่นตั้งกฎเกณฑ์ต่า...

เด็กกับการอ่าน

เด็กกับการอ่าน   พับลิชเชอส์วีคลี รายงาน ผลวิจัยเรื่องการอ่านของเด็กและครอบครัว โดยได้รับความสนับสนุนจากสำนักพิมพ์สกอแลสติค สำรวจการอ่านเพื่อความบันเทิงของเด็กอเมริกันวัย 5-17 ปี พบว่าเด็กร้อยละ 92 สนุกกับการอ่านหนังสือเพื่อความบันเทิง (นั่นคือไม่นับพวกหนังสือเรียน) แต่เด็กจะอ่านน้อยลงมากเมื่ออายุเกิน 8 ปี และยิ่งอายุมากขึ้นสู่วัยรุ่นเท่าใด ก็ยิ่งอ่านน้อยลงเท่านั้น โดยรวมแล้วเด็กร้อยละ 30 อ่านหนังสือเป็นประจำ เด็กวัย 5-8 ปีร้อยละ 44 อ่านหนังสือเป็นประจำ แต่กลุ่มเยาวชนอายุ 15-17 ปีนั้น มีเพียงร้อยละ 16 ที่อ่านหนังสือเป็นประจำ ส่วนร้อยละ 46 อ่านนานๆ ครั้ง (เป็นประจำคืออ่านทุกวัน นานๆ ครั้งคืออ่านเดือนละไม่เกิน 2-3 ครั้ง) ผลการศึกษาพบว่าที่อัตราการอ่านลดลงมากเมื่อวัยเพิ่มขึ้น เนื่องมาจากผู้ปกครองไม่ได้เป็นแบบอย่างที่ดี มีพ่อแม่เพียงร้อยละ 21 เท่านั้นที่อ่านหนังสือเป็นประจำ ลูกของพ่อแม่ที่อ่านหนังสือเป็นประจำจะชอบอ่านหนังสือเป็นประจำ (คิดเป็นร้อยละ 53) เมื่อเทียบกับลูกของพ่อแม่ที่อ่านนานๆ ครั้ง มีเพียงร้อยละ 15 เท่านั้นที่จะอ่านหนังสือเป็นประจำ สำนักพิมพ์แนะนำว่าถึงพ่อแม่จะไม่ค่...

สมาธิดี พ่อแม่ฝึกลูกได้

สมาธิดี พ่อแม่ฝึกลูกได้ ก่อนการเรียนรู้ที่ดีจะเกิดขึ้นได้นั้นสมองต้องเกิดสมาธิก่อนค่ะ แต่ในปัจจุบันสิ่งเร้าต่างๆ เกิดขึ้นกับลูกมากจนเหมือนกับว่าเด็กสมัยนี้มีสมาธิจดจ่อสั้นไปหมด ขณะที่การเรียนรู้ที่ดีต้องการเด็กมีสมาธิ ด้วยเหตุนี้จึงเป็นหน้าที่ของพ่อแม่ต้องหาแนวทางในการสร้างสมาธิให้กับลูกค่ะ สมาธิกับการทำงานของสมอง   ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจกับพ่อแม่ว่า สมาธิในเด็กไม่ใช่ Meditation (เข้าฌาน) แต่หมายถึง Better Attention หรือ มีความสนใจ ความจดจ่อ และความมุ่งมั่นให้อยู่กับเรื่องๆ เดียว ตามระยะเวลาที่ต้องการ ซึ่งการที่เด็กมรสมาธิจดจ่อในเรื่องใดเรื่องหนึ่งได้นั้น ก็จะส่งผลให้เด็กมีการเรียนรู้ที่ดี และมีประสิทธิภาพด้วยค่ะ ที่ผ่านมามีงานวิจัยหลายชิ้นยืนยันว่าสมาธิมีความสัมพันธ์กับสมอง เพราะเวลาเด็กนิ่ง ( Focus) เป็นเวลานานระยะหนึ่ง ( Sustain) สมองส่วนเซเรบรัม ซึ่งเป็นสมองส่วนที่ควบคุมดูแลการทำงาน เช่น ความจำ การแสดงออก การมองเห็น วิสัยทัศน์ การมีเหตุมีผล และอารมณ์ความรู้สึกเกิดคลื่นสมองอันหนึ่งที่ทำงานได้ดี ชื่อว่า “อัลฟา” (Alpha) ทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้ได้ดี เข้าใจสิ่งต่างๆ ได้ง่าย แล...