ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

ทักษะการอ่านการเขียนในเด็กปฐมวัย


เด็กๆ เรียนรู้อะไรในศูนย์เด็ก/โรงเรียน
                สำหรับพ่อแม่อาจจะมีจุดมุ่งหมายทางวิชาการ อยากให้เด็กอ่านออก เขียนได้ แก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์เป็น เป็นคนดีของสังคม ชื่นชมกับงานศิลปะ และใช้เทคโนโลยีเป็น ศูนย์เด็กหรือโรงเรียนก็มีจุดมุ่ง หมายเดียวกัน แต่การเรียนรู้ในโรงเรียนอนุบาลมีความแตกต่างจากโรงเรียน ประถม นี่คือวิธีการที่ช่วยให้เด็กๆ เรียนรู้ได้
ความสามารถในการอ่านเขียน(Literacy)
          ความสามารถในการสื่อสารกับคนอื่นๆ การพูดและการฟัง การอ่านและการเขียน เป็นสิ่งจำเป็นต่อความสำเร็จในโรงเรียนและในการดำเนิน ชีวิต   กิจกรรมต่างๆ ในโรงเรียนจะช่วยให้เด็กๆ พัฒนาทักษะที่สำคัญนี้
          ทักษะการฟังและการพูด เด็กๆ ที่รู้คำศัพท์มากมักจะเป็นคนที่เรียนรู้การอ่านได้ไว เด็กๆ จะเรียนรู้คำศัพท์ใหม่ๆ จากการพูดคุยกับผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่ต้องสอนให้รู้ว่าเด็กๆ เห็นอะไร สอนให้รู้จักชื่อของสิ่งที่เห็น อธิบายความหมายของคำใหม่ๆ ที่เด็กไม่รู้จัก ในระหว่างการสนทนาเด็กๆ จะเรียนรู้การฟังและความใจในสิ่งที่พูด ตลอดจนการอธิบายแสดงความคิดเห็น ใน โรงเรียนอนุบาล คุณพ่อคุณแม่จะได้ยินว่าคุณครูต้องพูดอะไรมากมาย ครูต้องพูด ขณะที่เด็กเล่น เพื่ออธิบายให้เด็กฟังว่าเขากำลังทำอะไร เช่น “หนูกำลังสร้างตึกสูง” หรือ “หนูใช้สี 3 สีในรูปภาพของหนู สีแดง สีเหลือง และสีน้ำเงิน”   ครูจะถามคำถามเพื่อกระตุ้นให้เด็กแสดงความเห็น เช่น “หนูชอบอะไรที่สุดในรูปนี้” หรือ “เจ้าหมีน้อยกำลังทำอะไร”   ครูจะฟังในสิ่งที่เด็กพูด และกระตุ้นให้เด็กพูดคุยกับเพื่อนๆ ในขณะที่เล่นด้วยกัน
          ทักษะพื้นฐานในการอ่าน   การอ่านคือการทำความเข้าใจกับตัวอักษรในหนังสือ ผู้อ่านรู้ว่าคำที่เขียนใน หนังสือเป็นการถ่ายทอดข้อมูล   เข้าใจว่าหนังสือมีการทำงานอย่างไร ต้องเปิดจากขวาไปซ้าย รูปภาพที่แสดงเป็น รูปประกอบคำในหนังสือนั้น เนื้อเรื่องมีการเริ่มต้น กลางเรื่องและตอนจบ ผู้ อ่านรู้ว่าคำเกิดจากการนำตัวอักษรมาเรียงกันให้เกิดเป็นเสียง
ในโรงเรียนอนุบาล เด็กๆ เริ่มเรียนรู้ชืองของตัวอักษร การเรียงลำดับอักษร และตัวอักษรที่สำคัญที่ สุดคือ ชื่อของเด็ก ดังนั้น การสอนจึงต้องเริ่มด้วยชื่อของเด็กก่อน เราจะติดชื่อ ของเขาไว้ที่ล็อกเกอร์ของส่วนตัว บนผลงานของเขา เพื่อกระตุ้นให้เด็กเริ่ม เขียนชื่อของตัวเอง
เด็กๆ จะได้เรียนรู้เสียงต่างๆ ในภาษา คำสัมผัสคล้องจอง เช่น แมว-แก้ว ,   กบ-ตบ , และคำที่เริ่มต้นด้วยเสียงเดียวกัน เช่น น้ำ-นม-นอน เหล่านี้เรียกว่า Phonological awareness โดยจะสอนด้วยการร้องเพลง การท่องคำคล้องจอง การอ่านนิทาน
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ เราอยากให้เด็กรัก การอ่าน ถ้าเราอยากให้เด็กเป็นคนรักการอ่าน เราต้องอ่านหนังสือให้เด็กฟัง ทุกวัน เราต้องมีหนังสือที่หลากหลาย และไม่ใช่มีแต่ในห้องสมุด แต่ต้องมีใน ทุกๆที
ทักษะพื้นฐานในการเขียน การ อ่านและการเขียนจะไปด้วยกัน เมื่อเด็กๆ ขีดเส้นลงบนกระดาษและบอกเล่าให้เราฟังว่าเขียนอะไร นั่นคือการเริ่มต้นของ การเขียน ครูจะเริ่มต้นสอนการเขียนด้วยการแสดงให้เห็นว่าการเขียนเป็นวิธี หนึ่งที่ใช้ถ่ายทอดข้อความ ครูจะเขียนชื่อ เขียนคำต่างๆ และเขียนสัญลักษณ์ ไว้ในห้องเรียน ในห้องเรียนจะมีกระดาษ และอุปกรณ์สำหรับการเขียนไว้ให้เด็ก เพื่อจะได้หยิบใช้ได้สะดวก
 

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

การเล่นของเด็กปฐมวัย

เด็กจะเริ่มชอบเล่นแบบแข่งขัน กับการเล่นโดยใช้จินตนาการซึ่งจะมีความซับซ้อนขึ้น เด็กจะชอบเล่นวาดภาพ ระบายสี งานประดิษฐ์เล็กๆน้อยๆ ชอบใช้กรรไกรตัดกระดาษเป็นรูปร่างต่างๆปั้นแป้งเป็นรูปสัตว์ หรือรูปทรงต่างๆการเล่นดังกล่าวเป็นการเล่นที่เด็กชอบเพราะเป็นส่วนหนึ่งของ การถ่ายทอดสิ่งที่อยากจะทำในความคิดของเด็กเองออกมาเป็นรูปเป็นร่างที่มอง เห็นได้ อีกทั้งความคล่องแคล่วทางกล้ามเนื้อส่วนต่างๆของร่างกายก็มีมากขึ้นเด็กจะ เล่นของเล่นที่สามารถใช้ความสัมพันธ์ของกล้ามเนื้อ ได้ดี ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ระหว่างกล้ามเนื้อ มือ แขน ขา ตา การฟัง เช่น การโยนบอล ป่ายปีนบันใด ไต่ไม้แผ่นเดียว ตีกลอง เคาะวัสดุ ต่างๆ กล่าว ได้ว่าเด็กวัยนี้เป็นวัยที่มีความคิดสร้างสรรค์และสามารถถ่ายทอดจินตนาการ ออกมาได้เป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น ไม่ว่าจะจากการวาด การปั้น การเล่นต่อรูปทรงเป็นรูปแบบต่างๆ หากคุณพ่อคุณแม่สังเกตเห็นว่าลูกสนใจสิ่งไหนเป็นพิเศษสามารถส่งเสริมจนเป็น ความสามารถเฉพาะตัวได้ วัยห้าขวบถึงหกขวบ เด็ก วัยนี้ชอบเล่นของเล่นที่ช่วยทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์จากสิ่งต่างๆ ชอบเล่นเลียนแบบชีวิตของผู้ใหญ่ ชอบเล่นตั้งกฎเกณฑ์ต่า...

เด็กกับการอ่าน

เด็กกับการอ่าน   พับลิชเชอส์วีคลี รายงาน ผลวิจัยเรื่องการอ่านของเด็กและครอบครัว โดยได้รับความสนับสนุนจากสำนักพิมพ์สกอแลสติค สำรวจการอ่านเพื่อความบันเทิงของเด็กอเมริกันวัย 5-17 ปี พบว่าเด็กร้อยละ 92 สนุกกับการอ่านหนังสือเพื่อความบันเทิง (นั่นคือไม่นับพวกหนังสือเรียน) แต่เด็กจะอ่านน้อยลงมากเมื่ออายุเกิน 8 ปี และยิ่งอายุมากขึ้นสู่วัยรุ่นเท่าใด ก็ยิ่งอ่านน้อยลงเท่านั้น โดยรวมแล้วเด็กร้อยละ 30 อ่านหนังสือเป็นประจำ เด็กวัย 5-8 ปีร้อยละ 44 อ่านหนังสือเป็นประจำ แต่กลุ่มเยาวชนอายุ 15-17 ปีนั้น มีเพียงร้อยละ 16 ที่อ่านหนังสือเป็นประจำ ส่วนร้อยละ 46 อ่านนานๆ ครั้ง (เป็นประจำคืออ่านทุกวัน นานๆ ครั้งคืออ่านเดือนละไม่เกิน 2-3 ครั้ง) ผลการศึกษาพบว่าที่อัตราการอ่านลดลงมากเมื่อวัยเพิ่มขึ้น เนื่องมาจากผู้ปกครองไม่ได้เป็นแบบอย่างที่ดี มีพ่อแม่เพียงร้อยละ 21 เท่านั้นที่อ่านหนังสือเป็นประจำ ลูกของพ่อแม่ที่อ่านหนังสือเป็นประจำจะชอบอ่านหนังสือเป็นประจำ (คิดเป็นร้อยละ 53) เมื่อเทียบกับลูกของพ่อแม่ที่อ่านนานๆ ครั้ง มีเพียงร้อยละ 15 เท่านั้นที่จะอ่านหนังสือเป็นประจำ สำนักพิมพ์แนะนำว่าถึงพ่อแม่จะไม่ค่...

สมาธิดี พ่อแม่ฝึกลูกได้

สมาธิดี พ่อแม่ฝึกลูกได้ ก่อนการเรียนรู้ที่ดีจะเกิดขึ้นได้นั้นสมองต้องเกิดสมาธิก่อนค่ะ แต่ในปัจจุบันสิ่งเร้าต่างๆ เกิดขึ้นกับลูกมากจนเหมือนกับว่าเด็กสมัยนี้มีสมาธิจดจ่อสั้นไปหมด ขณะที่การเรียนรู้ที่ดีต้องการเด็กมีสมาธิ ด้วยเหตุนี้จึงเป็นหน้าที่ของพ่อแม่ต้องหาแนวทางในการสร้างสมาธิให้กับลูกค่ะ สมาธิกับการทำงานของสมอง   ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจกับพ่อแม่ว่า สมาธิในเด็กไม่ใช่ Meditation (เข้าฌาน) แต่หมายถึง Better Attention หรือ มีความสนใจ ความจดจ่อ และความมุ่งมั่นให้อยู่กับเรื่องๆ เดียว ตามระยะเวลาที่ต้องการ ซึ่งการที่เด็กมรสมาธิจดจ่อในเรื่องใดเรื่องหนึ่งได้นั้น ก็จะส่งผลให้เด็กมีการเรียนรู้ที่ดี และมีประสิทธิภาพด้วยค่ะ ที่ผ่านมามีงานวิจัยหลายชิ้นยืนยันว่าสมาธิมีความสัมพันธ์กับสมอง เพราะเวลาเด็กนิ่ง ( Focus) เป็นเวลานานระยะหนึ่ง ( Sustain) สมองส่วนเซเรบรัม ซึ่งเป็นสมองส่วนที่ควบคุมดูแลการทำงาน เช่น ความจำ การแสดงออก การมองเห็น วิสัยทัศน์ การมีเหตุมีผล และอารมณ์ความรู้สึกเกิดคลื่นสมองอันหนึ่งที่ทำงานได้ดี ชื่อว่า “อัลฟา” (Alpha) ทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้ได้ดี เข้าใจสิ่งต่างๆ ได้ง่าย แล...